รมว.แรงงาน รับข้อเสนอกลุ่มเครือข่าย และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ

วันที่: 
21 ธันวาคม 2011

 

               21 ธันวาคม 2554 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ได้ต้อนรับคณะเครือข่ายแรงงานนอกระบบ และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ ที่มาขอหารือแลกเปลี่ยนปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานตามกฎหมายนโยบายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานนอกระบบ และรับฟังนโยบายแผนงานในการฟื้นฟูแรงงานนอกระบบหลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา

 

 

 

 

                                                                                    Download  Images

 

             ทั้งนี้ กลุ่มเครือข่ายและมูลนิธิฯ ได้ยื่นข้อเรียกร้อง ข้อเสนอจำนวน 12 ข้อ โดยสรุปจะเป็นไปในด้านการขอให้ช่วยฟื้นฟูหลังภาวะน้ำลด การเข้าเป็นผู้ประกันตนหรือเป็นแรงงานในระบบ หรือเป็นการขอใช้สิทธิประโยชน์ของผู้กระกันตนของแรงงานนอกระบบ  ด้านอาชีพ การสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วน และอนาคตหากมีอุทกภัยขึ้นอีกภาครัฐต้องให้มีตัวแทนภาคประชาชนร่วมอยู่ในคณะกรรมการที่วางแผนจัดการภัยพิบัติที่ตั้งขึ้น เพื่อให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมการวางแผน และตัดสินใจการจัดการน้ำ หรือการกำหนดเส้นทางน้ำในอนาคต


             นายเผดิมชัย กล่าวภายหลังรับฟังข้อเสนอทั้งหมดแล้วว่า การที่แรงงานนอกระบบจะเข้าสู่การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม จะเป็นการประกันสิทธิประโยชน์ที่จะได้อย่างแน่นอน ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบประมาณ 24 ล้านคน แรงงานในระบบราว 10 ล้านคน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มีการผลักดันยุทธศาสตร์แรงงานนอกระบบเข้าคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อราวสองสัปดาห์ก่อน ชัดเจนว่าแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคนกว่าคน มีผู้สมัครใจเป็นผู้ประกันตนแล้วราว 5 แสนคน ก็สามารถใช้สิทธิขอผ่อนผันการส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคมที่ประสบภัยน้ำท่วม และภายหลังน้ำลดได้อีก 30 วัน คือประมาณสิ้นเดือนมกราคม 2555 แต่ขณะเดียวกันจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ เช่น การรักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย คลอดบุตร หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต เป็นต้น ตรงนี้ตนไม่เป็นห่วง จะกังวลใจก็แต่แรงงานนอกระบบที่ไม่อยู่ในระบบการประกันตนเท่านั้น จึงได้เร่งให้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อรณรงค์ให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบการประกันตน เพราะอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน จึงไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท ขณะเดียวกันก็เห็นว่าให้สำนักงานประกันสังคมน่าจะเป็นผู้ค้ำประกันให้แรงงานไปทำงานต่างประเทศ โดยไม่เลือกปฏิบัติว่าจะเป็นประชาชนกลุ่มไหน ถือเป็นการบริหาราชการเพื่อให้ความช่วยเหลือแต่ติดกรอบระเบียบราชการอยู่บ้าง ก็ขอให้มีการ ลดขั้นตอนให้เพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้น


            รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อไปว่า สำหรับความคืบหน้า เรื่องการบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ค่าตอบแทนที่แรงงานควรจะได้รับนั้น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ชี้แจงให้ทราบแล้วว่ามีความคืบหน้าในการออกกฎหมายรองอย่างเช่นกฎกระทรวงแล้วถึง14 ฉบับ และอื่นๆ อยู่ในขั้นตอนการความถูกต้อง เท่านั้น และยังมีขั้นตอนการปรับร่างกฎกระทรวงต่างๆ เท่านั้น ส่วนกรณีด้านอาชีพ การสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วนนั้น ทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีโครงการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานที่ประสบภัยน้ำท่วมกรณีเร่งด่วน เพื่อให้มีความรู้และทักษะความสามารถในหลักสูตรผ้าห่มนวม และการผลิตเรือไฟเบอร์ หลักสูตร 2 วัน โดยมีเบี้ยเลี้ยงให้ผู้เข้ารับการฝึกวันละ 120 บาท งบประมาณปี 2554 ไปพลางก่อน เป็นการฝึกอบรมทำผ้าห่มนวมจำนวน 240 คน และฝึกอบรมทำเรือ จำนวน 60 คน และยังมีการฝึกอาชีพระยะสั้นให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อให้มีความรู้และทักษะความสามารถในการซ่อมแซมบ้านเรือน ยานพาหนะ เครื่องมือ เครื่องใช้ของตนเองและสาธารณประโยชน์ของชุมชน หลักสูตร 5 วัน โดยมีเบี้ยเลี้ยงให้ผู้เข้ารับการฝึกวันละ 120 บาท ฝึกอบรมหลักสูตรการทำผ้าห่มนวม จำนวน 100 รุ่นๆ ละ 20 คน และหลักสูตรการทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่พักอาศัยจำนวน 30 รุ่น 600 คน


             นอกจากนี้ นายเผดิมชัย ยังกล่าวว่า เรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงแรงงานก็ได้ชี้แจงจนเป็นที่พอใจของกลุ่มเครือข่าย โดยเฉพาะที่กลุ่มฯ กังวลใจว่าการเข้าเป็นผู้ประกันตนแล้วภายหลังรัฐบาลจะไม่จ่ายสมทบ ทำให้แรงงานนอกระบบที่เข้าร่วมโครงการต้องจ่ายเพียงฝ่ายเดียวนั้น เป็นไปไม่ได้เพราะมีระเบียบบังคับชัดเจนว่าฝ่ายรัฐบาลต้องจ่ายสมทบ และมีการปรับปรุงแก้ไขอนุญาตให้คนทำงานบ้านสามารถประกันตัวเอง และเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมได้ เพื่อจะได้รับสิทธิประโยชน์ สวัสดิการต่างๆ ที่พึงมี ส่วนเรื่องอื่นที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของกระทรวงแรงงานนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรับปากจะเป็นผู้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและแจ้งความคืบหน้าให้เครือข่ายและมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพทราบต่อไป
  


แรงงานไทย  “ต้นทาง-ต้นทุน”  เศรษฐกิจไทย