ขอเชิญชวนประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ประชากรและความต้องการแรงงานของประเทศอิสราเอล

 

อิสราเอล มีประชากรรวมทั้งหมดจำนวน 7,552,049 คน จำแนกออกเป็นเพศชายจำนวน 3,735,198 คน เพศหญิงจำนวน 3,816,851 คน มีอัตราประชากรอายุ 0 18 ปี ร้อยละ 34.3,อัตราประชากรอายุ 19 64 ปี ร้อยละ 55.9 และอัตราประชากรอายุมากกว่า 65 ปี ร้อยละ 9.8 นอกจากนี้ยังมีอัตราการเจริญเติบโตของประชากรของประเทศร้อยละ 1.8 ซึ่งแบ่งตามกลุ่มอายุได้ดังนี้ ระหว่าง 0 14 ปี ร้อยละ 27.9, ระหว่าง 15 65 ปี ร้อยละ 62.3 และมากกว่า 65 ปี ร้อยละ9.8

 

กำลังแรงงาน

ประชากรอายุมากกว่า 15 ปี จำนวน 5,325,200 คน กำลังแรงงาน อายุระหว่าง 15 65 ปี จำนวน 3,015,400 คน คิดเป็นร้อยละ 56.6 แบ่งเป็นเพศชายร้อยละ 61.6 และหญิงร้อยละ 51.9 อัตราการว่างงานในเดือนพฤศจิกายน 2553 อยู่ที่ร้อยละ 6.8 ซึ่งต่างจากเดือนตุลาคมและกันยายนที่มีอัตราการว่างงานร้อยละ 6.6 และ 6.7 ตามลำดับ แต่อิสราเอลก็ยังคงมีอัตราการว่างงานค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตกอื่น ๆ และจากผลการสำรวจอัตราการว่างงานและอัตรากำลังแรงงานของประเทศอิสราเอลในไตรมาสที่ 3 (เดือนกรกฎาคม เดือนกันยายน 2553) พบว่า ในการประกอบอาชีพนักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ วิศวกรโยธา วิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิคส์ วิศวกรคอมพิวเตอร์ วิศวกรอุตสาหการ คนขับรถแท็กซี่ และคนขับรถรับเมล์ มีความต้องการทางด้านตลาดแรงงานน้อยกว่าร้อยละ 1 ซึ่งตรงข้ามกับอาชีพเลขานุการ แม่บ้าน พี่เลี้ยง และแรงงานไร้ฝีมืออื่น ๆ เช่น แรงงานบรรจุผลไม้ ที่มีความต้องการมากกว่าร้อยละ 10 นอกจากนี้นายสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติ ได้แสดงความเป็นห่วงถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนชาวยิวผู้เคร่งศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยกำลังแรงงาน แต่ชาวยิวผู้เคร่งศาสนาเหล่านี้ต้องการศึกษาเกี่ยวกับคำสอนของหลักศาสนาจึงไม่ต้องการทำงานตามปกติ ก่อให้เกิดความยากจนเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มคนเหล่านี้และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอิสราเอลในภายหน้าได้

 

เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจของอิสราเอลเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีการตลาดในหลายสาขา ทั้งในระดับปานกลางและในระดับสูง เช่น ภาคบริการ อุตสาหกรรมการตัดและขัดเพชร อุตสาหกรรมการพัฒนาซอฟแวร์ ส่วนอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะและอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ชีวการแพทย์ อาหารแปรรูป สารเคมี และอุปกรณ์การขนส่ง เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 อิสราเอลได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อมกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งอิสราเอลได้รับความชื่นชมทางด้านความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้อิสราเอลยังได้รับการจัดอันดับจาก IMD's World Competitiveness Yearbook ว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วทางเศรษฐกิจลำดับที่ 17 ของโลกในปี 2553 และธนาคารแห่งชาติอิสราเอลยังได้รับการจัดอันดับว่าเป็นธนาคารกลางที่มีการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นอันดับแรกเพิ่มขึ้นจากลำดับที่ 8 ในปีก่อน ซึ่งในปี 2553 อิสราเอลมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) อยู่ที่ร้อยละ 4.5 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 2.7 ต่อหัว เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 0.8

 

เศรษฐกิจกับการเกษตรกรรม

          อิสราเอลได้ส่งสินค้าทางการเกษตรออกไปจำหน่ายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกไปจำหน่ายได้แก่ พืช ผักเรือนกระจก และผลไม้ต่าง ๆ ส่วนที่เหลือร้อยละ 80 ใช้บริโภคภายในประเทศ ซึ่งร้อยละ 2.8 ของ GDP ของประเทศมาจากการเกษตร

 

แรงงานต่างชาติในอิสราเอล

ประเทศอิสราเอลมีแรงงานต่างชาติอยู่ในประเทศประมาณ 243,000 คน โดยเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายจำนวน 118,000 คน (รวมถึงแรงงานชาวปาเลสไตน์) และแรงงานที่ผิดกฎหมายจำนวน 125,000 คน ซึ่งแรงงานต่างชาติที่ถูกกฎหมายประกอบด้วย แรงงานภาคเกษตร 26,000 คน ภาคดูแลผู้พิการ/คนชรา 80,000 คน ก่อสร้าง 10,000 คน อุตสาหกรรม 1,500 คน และร้านอาหาร 900 คน แรงงานต่างชาติที่ทำงานในอิสราเอลส่วนใหญ่เป็นคนฟิลิปปินส์ ไทย โรมาเนีย จีน เนปาล อินเดีย เวียดนาม และอื่น ๆ เช่น ตุรกี ยูเครน มอลโดเวีย และประเทศในแถบแอฟริกา โดยแรงงานต่างชาติที่ทำงานในอิสราเอลแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ภาคเกษตร ภาคดูแลผู้พิการ/คนชรา และภาคก่อสร้าง ซึ่งในปีที่ผ่านมาจำนวนแรงงานต่างชาติในภาคก่อสร้างได้ลดลงประมาณร้อยละ 90 ภาคดูแลผู้พิการ/คนชราไม่มีโควตาในการลดการจ้างแรงงานต่างชาติ ส่วนในภาคเกษตรกรรมได้มีการลงนามระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอิสราเอล เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ณ กระทรวงแรงงาน กรุงเทพมหานคร โดยมีองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เป็นผู้ดำเนินการจัดส่งแรงงานเข้าไปทำงานในภาคเกษตรกรรม แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิสราเอลยังคงมีนโยบายในการลดจำนวนแรงงานต่างชาติตามข้อตกลงของสมาพันธ์เกษตรกร กระทรวงเกษตร และกระทรวงการคลัง ซึ่งอยู่ภายใต้ความเห็นชอบของรัฐบาลอิสราเอล โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและการภาคเกษตรเป็นเงินจำนวน 325 ล้าน เชคเกล ดังนี้

 

·  สนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีที่มีอยู่เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 250 ล้านเชคเกล

·  สนับสนุนการจัดหาโปรแกรมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ 30 ล้านเชคเกล

·  สนับสนุนการทำงานของชาวอิสราเอลในภาคเกษตรกรรม 45 ล้านเชคเกล

 

โควตาแรงงานต่างชาติ ปี 2553

รัฐบาลอิสราเอลได้กำหนดมาตรการควบคุมแรงงานต่างชาติในแต่ละปี โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการจ้างงาน ภาคเกษตรได้กำหนดจำนวนโควตาแรงงานต่างชาติ 26,000 คน และจะลดลงเหลือ 18,900 คน ในปี 2558  โดยรัฐบาลได้ให้เกษตรกรชาวอิสราเอลยื่นเรื่องขอจ้างแรงงานต่างชาติภาคเกษตรกรรมได้ที่กระทรวงเกษตร ซึ่งในปี 2553 มีผู้ประสงค์จะจ้างแรงงานต่างชาติยื่นเรื่องทั้งหมดจำนวน 5,126 ฉบับ คิดเป็นจำนวนแรงงานต่างชาติที่ได้รับอนุญาต 25,365 คน ส่วนอีก 153 ฉบับ ได้รับการปฏิเสธให้จ้างแรงงานต่างชาติ ซึ่งโควตาเหล่านี้ กระทรวงเกษตรจะเป็นผู้พิจารณา ตรวจสอบ และกำหนดเงื่อนไขก่อน ภาคก่อสร้างจะต้องยื่นเรื่องผ่านกระทรวงการก่อสร้าง และภาคดูแลผู้พิการ/คนชราจะต้องยื่นเรื่องผ่านกระทรวงสาธารณสุข หลังจากนั้นกระทรวงอุตสาหกรรม การค้า และแรงงาน จะเป็นผู้พิจารณาและอนุมัติจำนวนโควตาในแต่ละปี

 

 

ที่มา :

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (Central Bureau of Statistic) http://www.cbs.gov.il/reader/?MIval=cw_usr_view_Folder&ID=141
http://en.wikipedia.org/wiki/Economy_of_Israel
ธนาคารแห่งชาติอิสราเอล
http://www.bankisrael.gov.il/firsteng.htm
รัฐสภาอิสราเอล
http://www.knesset.gov.il/main/eng/home.asp